ReadyPlanet.com
dot dot
dot
ชมรมบริหารงานบุคคล
dot
bulletสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย
bulletชมรมบริหารงานบุคคล
bulletชมรมบริหารงานบุคคล อยุธยา
bulletชมรมบริหารงานบุคคลรังสิต
bulletชมรมผู้บริหารงานบุคคล อมตะนคร
bulletสมาคมการบริหารงานบุคคล (PAAs)
bulletชมรมบริหารงานบุคคลบางพลี
bulletชมรมนักบริหารงานบุคคลพัทยา
bulletชมรมบริหารงานบุคคลยุคใหม่
bulletชมรมผู้บริหารงานบุคคลจังหวัดราชบุรี
bulletงานบริหารงานบุคคล
bulletชมรมงานบริหารงานบุคคลกรุงเทพฯ
bulletชมรมบริหารงานบุคลสุขสวัสดิ์
dot
ติดต่อราชการศาล
dot
bulletศาลแรงงานกลาง
bulletศาลแรงงานภาค ๒
bulletศาลยุติธรรม
bulletศาลปกครอง
bulletศาลรัฐธรมนูญ
bulletสำนักงานอัยการสูงสุด
bulletกระทรวงยุติธรรม
bulletคณะกรรมการกฤษฎีกา
bulletกรมบังคับคดี
bulletสภาทนายความ
dot
หน่วยงานราชการสำคัญ
dot
bulletกระทรวงแรงงาน
bulletกรมการจัดหางาน
bulletกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
bulletกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
bulletสำนักงานประกันสังคม
bulletกรมสรรพากร
bulletกรมบัญชีกลาง
bulletกรมพัฒนาธุรกิจกาค้า
bulletกระทรวงอุตสาหกรรม
bulletกรมโรงงานอุตสาหกรรม
bulletกรมส่งเสริมอุตสาหรม
bulletการนิคมอุตสาหกรรม
dot
ลิ้งค์เพื่อนบ้าน
dot
bulletสมบัติลีกัล
bulletเอกเซลสำหรับงาน HR โดย อ.สำเริง
bulletบทความดี ๆ จากโกป้อม
dot
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
dot
dot
Newsletter

dot


พยากรณ์อากาศวันนี้
..................................


ราคาน้ำมันวันนี้
..................................



คณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์แต่งตั้งประธานคณะกรรมการมีผลบังคับใช้ได้

 

คำพิพากษาฎีกา 4811 – 4813 /2552
คณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์แต่งตั้งประธานคณะกรรมการมีผลบังคับใช้ได้
 
                                คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 4 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย
 
 
                                โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2531 โจทก์ที่ 1 สมัครงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการ อัตราเงินเดือน 26,080 บาท เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2523 โจทก์ที่ 2 สมัครงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าสินเชื่อ อัตราเงินเดือน 23,005 บาท เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2538 โจทก์ที่ 3 สมัครเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ อัตราเงินเดือน 9,850 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ทั้งสามออกจากงานโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ทั้งสามกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง คือทุจริตต่อหน้าที่ จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสหกรณ์และประมาทเลินเล่อต่อหน้าที่เป็นเหตุให้สหกรณ์เสียหายอย่างร้ายแรงซึ่งโจทก์ทั้งสามมิได้กระทำความผิด โจทก์ทั้งสามถูกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสี ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนางบุปผา ชอบใช้ และคณะกรรมการดำเนินการของจำเลย จำเลยไม่มีสิทธิไม่มีอำนาจสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดและสอบวินัยอย่างร้ายแรง ทั้งไม่มีสิทธิไม่มีอำนาจลงโทษไล่โจทก์ทั้งสามเนื่องจากนางบุปผา ประธานกรรมการดำเนินการของจำเลยซึ่งเป็นผู้ลงนามในคำสั่งของจำเลยเรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดและสอบวินัยอย่างร้ายแรงโจทก์ทั้งสามและลงนามในคำสั่งของจำเลยเรื่องลงโทษเจ้าหน้าที่โดยการไล่โจทก์ทั้งสามออกนั้น ศาลปกครองขอนแก่นพิพากษาว่าการสมัครรับเลือกตั้งของนางบุปผาประธานกรรมการดำเนินการของจำเลยเป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2547   ตามคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นคดีหมายเลขดำที่ 169/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 296/2547 เป็นผลให้คำสั่งของจำเลยให้สอบสวนความผิดและสอบวินัยอย่างร้ายแรงโจทก์ทั้งสามกับคำสั่งของจำเลยให้ไล่โจทก์ทั้งสามออกไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสามขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสามเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราเงินเดือนเดิมและหากรับโจทก์ทั้งสามเข้าทำงานไม่ได้ ในการที่จำเลยไล่โจทก์ทั้งสามออกจากงานโจทก์ทั้งสามถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ที่ 1 ขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยคิดจากอัตราเงินเดือนสุดท้ายจำนวน 14 เดือน คิดเป็นเงิน 365,120 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยคิดจากอัตราเงินเดือนสุดท้ายจำนวน 1 เดือน เป็นเงิน 26,080 บาท โจทก์ที่ 1 ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป โจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยจากจำเลยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 300 วัน คิดเป็นเงิน 260,800 บาท โจทก์ที่ 2 ขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยคิดจากอัตราเงินเดือนสุดท้ายจำนวน 12 เดือน คิดเป็นเงิน 276,060 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยคิดจากอัตราเงินเดือนสุดท้ายจำนวน 1 เดือน เป็นเงิน 23,005 บาท โจทก์ที่ 2 ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป โจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยจากจำเลยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 300 วัน คิดเป็นเงิน 230,050 บาท โจทก์ที่ 3 ขอค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยคิดอัตราเงินเดือนสุดท้ายจำนวน 12 เดือน คิดเป็นเงิน 118,200 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโดยคิดจากอัตราเงินเดือนสุดท้ายจำนวน 1 เดือน เป็นเงิน 9,850 บาท โจทก์ที่ 3 ทำงานกับจำเลยติดต่อกันได้เกิน 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี โจทก์ที่ 3 มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยจากจำเลยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน คิดเป็นเงิน 78,800 บาท และโจทก์ที่ 1 ได้นำ น.ส.3ก. เลขที่ 1449 ตำบลโนนท่อน อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 100 ตารางวา มาวางเป็นหลักประกันการทำงานกับจำเลย และโจทก์ที่ 2 ได้นำเงินจำนวน 48,928.98 บาท มาวางเป็นหลักประกันการทำงานกับจำเลย และโจทก์ที่ 3 ได้นำเงินจำนวน 21,315.81 บาท มาวางเป็นหลักประกันการทำงานกับจำเลย ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยและให้รับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานตามเดิมอัตราเงินเดือนและตำแหน่งเดิม หากรับไม่ได้ขอให้จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 260,800 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 230,050 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 78,800 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 365,120 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 276,060 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 118,200 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 260,800 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 23,005 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 9,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินทั้งหมดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้วเสร็จให้จำเลยคืนหลักประกันให้โจทก์ทั้งสาม
 
 
 
                                จำเลยทั้งสามสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยรับว่าโจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยจริง ซึ่งจำเลยประกอบกิจการเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยขอนแก่นจำกัด บริหารงานโดยคณะกรรมการดำเนินการ สำหรับคดีนี้คณะกรรมการดำเนินการได้มอบอำนาจให้นางบุปผา ชอบใช้ และหรือนายสมเกียรติ แพทย์ประดิษฐ์ เป็นผู้รับมอบอำนาจเกี่ยวกับการต่อสู้คดีแทนจำเลย จำเลยบริหารงานโดยคณะกรรมการดำเนินการภายใต้ข้อบังคับ ระเบียบของจำเลยซึ่งได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 และอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ สำหรับคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น คดีหมายเลยแดงที่ 296/2547 จำเลยไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและคำพิพากษาจะไม่ผูกพันบุคคลภายนอกอีกทั้งระเบียบการสรรหาประธานกรรมการ กรรมการดำเนินการและผู้ตรวจสอบกิจการของจำเลยนั้นก็เป็นระเบียบภายในไม่ใช่กฎหมายทั่วไป เมื่อคณะกรรมการเลือกตั้งภายหลังได้จัดให้มีการเลือกตั้งและนางบุปผา เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการดำเนินการจึงสมบูรณ์ อีกทั้งคดีศาลปกครองชั้นต้นดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ทั้งสามมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของจำเลยโดยโจทก์ที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการ โจทก์ที่ 2 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อและโจทก์ที่ 3 มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ โดยโจทก์ทั้งสามได้ร่วมกันทุจริตต่อหน้าที่จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรงกล่าวคือไม่ปฏิบัติตามระเบียบสหกรณ์ว่าด้วยการให้เงินกู้ พ.ศ.2545 ข้อ 8 "การส่งเงินงวดชำระหนี้เงินกู้ทุกประเภท ดอกเบี้ยเงินกู้และเงินค่าหุ้นรายเดือนของสมาชิกรวมกันจะต้องไม่เกินร้อยละ 80 ของเงินรายเดือนของสมาชิกนั้น" ซึ่งโจทก์ทั้งสามมีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการให้สหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ถือปฏิบัติในเรื่องการให้เงินกู้แก่สมาชิก พ.ศ.2542 ข้อ 4 "เงินกู้พิเศษห้ามไม่ให้ใช้บุคคลเป็นผู้ค้ำประกันโดยเด็ดขาด" ซึ่งโจทก์ทั้งสามมีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบ ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับสหกรณ์ ข้อ 74 (2) "ตรวจสอบควบคุมให้เงินกู้มีหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในระเบียบสหกรณ์และเมื่อเห็นว่าหลักประกันสำหรับเงินกู้รายใดเกิดบกพร่องก็ต้องกำหนดให้ผู้กู้จัดการแก้ไขให้คืนดี" ซึ่งโจทก์ทั้งสามมีหน้าที่รับผิดชอบ จากการกระทำดังกล่าวซึ่งเป็นหน้าที่รับผิดชอบของโจทก์ทั้งสาม ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงิน 61,907,880 บาท ซึ่งจำเลยได้ฟ้องคดีต่อศาลแขวงขอนแก่นและศาลจังหวัดขอนแก่นให้โจทก์ทั้งสามร่วมรับผิดชดใช้เงินแก่จำเลยที่ศาลแขวงขอนแก่น จำนวน 65 คดี และสำนวนคดีของศาลจังหวัดขอนแก่น จำนวน 89 คดี จำเลยได้เลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการใหม่แทนชุดเก่าซึ่งหมดวาระในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2548 การเลิกจ้างจำเลยได้ทำตามขั้นตอนและข้อบังคับและระเบียบของจำเลย คณะกรรมการสอบสวนความผิดและสอบวินัยอย่างร้ายแรงได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามหลักฐานของผู้ตรวจการสหกรณ์และเอกสารทั้งหมดสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งสามได้กระทำการขัดต่อวินัยอย่างร้ายแรงทำให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง จึงมีมติลงโทษโจทก์ทั้งสามโดยการไล่ออกจำเลยไล่โจทก์ทั้งสามออกเป็นการกระทำอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย  ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าทดแทนกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสาม ในการบรรจุและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ลูกจ้างของจำเลยต้องทำสัญญาไว้เป็นหลักฐานและมีหลักประกันอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เป็นประกันความเสียหาย จำเลยได้ฟ้องโจทก์ทั้งสามให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นกรณีละเมิดระหว่างที่โจทก์ทั้งสามปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงหลักประกันของโจทก์ทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง
 
 
 
                                ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอน คำสั่งของจำเลยที่ 18/2547 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรง ตามเอกสารหมาย ล.15 และคำสั่งของจำเลยที่ 36/2547 เรื่อง การลงโทษเจ้าหน้าที่โดยการไล่ออกตามเอกสารหมาย ล.17 และให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
 
 
 
                                จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
 
 
 
                                ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยโดยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2531 โจทก์ที่ 1 สมัครเป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการ อัตราเงินเดือน 26,080 บาท เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2523 โจทก์ที่ 2 สมัครงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าสินเชื่อ อัตราเงินเดือน 23,005 บาท เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2538 โจทก์ที่ 3 สมัครเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ อัตราเงินเดือน 9,850 บาท โจทก์ทั้งสามมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสหกรณ์ตามระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำกัด เอกสารหมาย ล.5 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2546 คณะผู้ตรวจการสหกรณ์ได้ตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของจำเลยกรณีนางละมุน จำปาทอง ได้ร้องเรียนว่าหลักทรัพย์ที่จำนองไว้กับจำเลยได้หายไปปรากฏตามผลการตรวจเอกสารประกอบการพิจารณาเงินกู้พิเศษหมาย ล.9 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 คณะผู้ตรวจการสหกรณ์ได้ตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของจำเลย พบว่ามีข้อบกพร่องตามหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องและแบบรายงานการตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินเอกสารหมาย ล.10 และ ล.11 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่นได้ทำการตรวจค้นและยึดเอกสารต่างๆ จากจำเลยเพื่อไปประกอบการสอบสวนโดยแจ้งว่านางลำพูน หร่องบุตรศรี กับพวกซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยจำนวนหนึ่งได้กล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสามกับพวกกระทำความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา ปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ หนังสือแจ้งความผิดในคดีอาญาที่เกี่ยวกับเรื่องการทุจริตฉ้อโกงและทะเบียนรายชื่อสมาชิกที่โจทก์ทั้งสามทำให้สหกรณ์เสียหาย เอกสารหมาย ล.12 ถึง ล.14 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 จำเลยได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงตามเอกสารหมาย ล.15 กรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงได้แจ้งผลการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงให้แก่คณะกรรมการดำเนินการตามเอกสารหมาย ล.16 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 นางบุปผา ชอบใช้ ประธานกรรมการดำเนินการของจำเลยได้มีคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสามโดยการไล่ออกตามเอกสารหมาย ล.17 ต่อมาจำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสามกับพวกให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยต่อศาลแขวงขอนแก่น จำนวน 63  คดี และศาลจังหวัดขอนแก่น จำนวน 91 คดี รวมเป็นทุนทรัพย์ทั้งสิ้น 59,971,887.51 บาท ตามเอกสารหมาย ล.18 นายอาคม อึ่งพวง ฟ้องสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นต่อศาลปกครองขอนแก่นคัดค้านคำวินิจฉัยของสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นที่วินิจฉัยว่านางบุปผาเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำกัด ได้ และศาลปกครองได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นตามหนังสือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น ที่ ขก.001/1022 ลงวันที่ 22 เมษายน 2547 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีหนังสือฉบับดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.1
 
 
 
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งของจำเลยเรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดและสอบวินัยอย่างร้ายแรงกับโจทก์ทั้งสามและคำสั่งไล่โจทก์ทั้งสามออก เป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ประกอบด้วยประธานกรรมการดำเนินการและกรรมการอื่นอีกไม่เกินสิบสี่คน ตามกฎหมายและข้อบังคับของจำเลย กำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก การที่ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาตามคำพิพากษาศาลปกครอง และวินิจฉัยว่า นางบุปผา ชอบใช้ ประธานกรรมการของจำเลยลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดและสอบวินัยอย่างร้ายแรงกับโจทก์ทั้งสามเป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมายนั้นเป็นการวินิจฉัยเฉพาะในส่วนของนางบุปผาโดยมิได้พิจารณาว่าสหกรณ์จำเลยดำเนินการและบริหารงานในรูปแบบของคณะกรรมการดำเนินการ ซึ่งต้องเป็นไปตามติเสียงข้างมาก ดังนั้น ที่นางบุปผาลงนามในคำสั่งดังกล่าวเป็นการลงนามในฐานะประธานกรรมการดำเนินการของจำเลยซึ่งเป็นเพียงตัวแทนในการแสดงเจตนาของคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยเท่านั้น แม้ต่อมาศาลปกครองจะพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น ที่ ขก.0010/022 ลงวันที่ 22 เมษายน 2547 และถือว่านางบุปผาเป็นประธานกรรมการดำเนินการของจำเลยโดยไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมายก็เป็นการเสียไปเฉพาะบุคคลเฉพาะตำแหน่งไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของมติคณะกรรมการดำเนินการของจำเลย และถึงแม้ว่าที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการจะลงมติขัดกับระเบียบสหกรณ์ แต่ที่ประชุมมิได้รู้ถึงเหตุแห่งการฝ่าฝืนระเบียบและการประชุมในคราวนั้นยังมิได้ถูกเพิกถอนมติ การเลิอกตั้งประธานกรรมการ คณะกรรมการดำเนินการชุดที่มีนางบุปผาเป็นประธานดังกล่าวจึงเป็นคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ชอบด้วยกฎหมายและมีอำนาจดำเนินกิจการแทนจำเลยได้ คำสั่งของจำเลยเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดและสอบวินัยอย่างร้ายแรงกับโจทก์ทั้งสามและคำสั่งไล่โจทก์ทั้งสามออก จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประกอบกิจการเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ การบริหารงานหรือการดำเนินกิจการในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกของสหกรณ์กระทำโดยคณะกรรมการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 51 และตามข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ออมทรัพย์จำเลย เอกสารหมาย ล.22 ข้อ 65 มิใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยได้ ดังนั้น ที่โจทก์ทั้งสามฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยไม่มีสิทธิ ไม่มีอำนาจตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดและสอบวินัยอย่างร้ายแรง ทั้งไม่มีอำนาจลงโทษไล่โจทก์ทั้งสามออก เนื่องนางบุปผา ประธานคณะกรรมการดำเนินการของจำเลย ซึ่งเป็นผู้ลงนามในคำสั่ง ถูกศาลปกครองพิพากษาว่าการสมัครรับเลือกตั้งของนางบุปผา เป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย เป็นผลให้คำสั่งของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมายดัวยนั้น โดยโจทก์ทั้งสามต้องพิสูจน์ให้ฟังได้ว่า คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยชุดที่ 25 ซึ่งมีนางบุปผาเป็นประธานคณะกรรมการเข้ามาเป็นคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่โจทก์ทั้งสามนำสืบแต่เพียงว่า ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นที่ ขก.0010/022 ลงวันที่ 22 เมษายน 2547 ซึ่งมีไปถึงจำเลย เนื่องจากสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยในปัญหาที่จำเลยหารือไปเท่านั้น และคำพิพากษาดังกล่าวมีผลเท่ากับสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นไม่ได้ตอบข้อหารือของจำเลย เมื่อจำเลยได้จัดให้มีการเลือกตั้งประธานคณะกรรมการดำเนินการ และกรรมการอื่นของจำเลยต่อมา ผลของการเลือกตั้งจะถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยหรือไม่ หากโจทก์ทั้งสามเห็นว่าการที่นางบุปผาสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ทั้งสามต้องฟ้องร้องต่อศาลและนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ข้ออ้างดังกล่าวแต่คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องแต่เพียงว่า “จำเลยไม่มีสิทธิ ไม่มีอำนาจสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิด... เนื่องจากนางบุปผา ถูกศาลปกครองขอนแก่นพิพากษาว่า การสมัครรับเลือกตั้งของนางบุปผา เป็นการไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย...เป็นผลให้คำสั่งของจำเลยที่ให้สอบสวนความผิด...โจทก์ทั้งสามไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย” คดีจึงไม่มีประเด็นว่า นางบุปผา สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์ทั้งสามไม่ได้ฟ้องว่า จำเลยไม่มีสิทธิหรือไม่มีอำนาจสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดและสอบวินัยอย่างร้ายแรงทั้งไม่มีอำนาจลงโทษไล่โจทก์ทั้งสามออกเพราะเหตุอื่นอีก จึงไม่มีประเด็นที่ศาลจะต้องหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อสหกรณ์ออมทรัพย์จำเลยได้จัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการ ชุดที่ 25 นางบุปผาและพวกได้รับเลือกตั้งเข้ามาโดยที่ประชุมใหญ่ของจำเลย คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยชุดนี้จึงมีอำนาจดำเนินกิจการต่างๆ แทนจำเลยได้ และคณะกรรมการดำเนินการชุดดังกล่าวได้ประชุมกันแล้วลงมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดและสอบวินัยอย่างร้ายแรงกับโจทก์ทั้งสามและมีคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสามโดยมีนางบุปผาประธานคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้ลงนามกระทำการแทนจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นในประเด็นข้อนี้อีกต่อไปที่ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
 
 
 
เมื่อคดีฟังได้ว่า คำสั่งของจำเลยที่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดและสอบวินัยอย่างร้ายแรงกับโจทก์ทั้งสามและคำสั่งไล่โจทก์ทั้งสามออกเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาท ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 ต่อไป ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
 
 
 
 พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค  4 ให้ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาท ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี 
 



อัพเดท ฎีกาน่าสนใจ

นัดหยุดงานโดยไม่แจ้งเป็นหนังสือให้คู่กรณีพิพาทอีกฝ่ายและไม่แจ้งพนักงานประนอมข้อพิพาทล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ถือเป็นการหยุดงานไม่ชอบด้วยกฎหมาย และประกาศโจมตีผู้บริหาร เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง รายชื่อโจทก์ทั้งหมดปรากฏตา article
ลูกจ้างตกลงชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้างถือเป็นการตกลงประนีประนอมยอมความกัน มีผลบังคับใช้ได้ตามนั้น ศาลรับฟังพยานหลักฐานอื่นขัดต่อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ ถือว่าวินิจฉัยขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน article
ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ กระด้างกระเดื่อง เกลียดชังผู้บริหาร ถือว่าจงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง มีเหตุเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้ article
มีคำสั่งให้หยุดงาน โดยจ่ายค่าจ้างระหว่างร้องขออนุญาตศาลขอเลิกจ้างได้ และการละทิ้งหน้าที่ ระยะเวลาสั้นๆ โดยไม่มีหน้าที่หรือตำแหน่งสำคัญและไม่ทำให้นายจ้างเสียหาย ไม่ถือเป็นความผิดกรณีร้ายแรง article
เลิกจ้างด้วยวาจา อ้างเหตุในการเลิกจ้างตามมาตรา 119 ปฏิเสธไม่จ่ายค่าชดเชย ในขณะบอกเลิกจ้างด้วยวาจาได้ ไม่ขัดต่อ มาตรา 17 article
สิทธิลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 11/1 article
ฝ่าฝืน คำสั่ง แม้ไม่ใช่งานในหน้าที่แต่นายจ้างสามารถสั่งหรือมอบหมายได้ตามความเหมาะสมไม่ปฏิบัติ ถือว่าขัดคำสั่ง ลงโทษได้ แต่ไม่ถือว่าผิดร้ายแรง ลงโทรโดยการภาคฑัณฑ์ ( ตักเตือน ) article
มาสายเป็นประจำ ถือว่ากระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า article
ใบรับเงินระบุไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิใดๆ จากจำเลยอีกมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีก article
ลาออก ตามโครงการเกษียณก่อนกำหนด เมื่อข้อตกลงหรือโครงการเกษียณก่อนกำหนดมิได้ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของกฎหมายและมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย จึงมีผลบังคับใช้ได้ เมื่อโจทก์ลาออกตามโครงการดังกล่าวจึงถือว่าได้ตกลงระงับสัญญาจ้างต่อกันแล้ว ย่อมมีสิทธิได้รับเ article
ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน (อนุมัติสินเชื่อเกินอำนาจ) แม้ว่าจะถือเป็นความผิดร้ายแรง จำเลยถูกเลิกจ้างเพราะความผิดที่กระทำแล้ว เมื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากหลายๆ สาเหตุ ประกอบกัน มิใช่เกิดจากจำเลยฝ่าฝืนข้อบังคับฯ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค article
เจ็บป่วยมีลักษณะรุนแรงอันอาจถึงแก่ชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันถ่วงที สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้เคียงได้ โดยมีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลตามความเป็นจริง จากกองทุนเงินทดแทน article
ร้องคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ขอให้รับกลับในขณะเดียวกันไปร้องพนักงานตรวจแรงงาน ให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย ถือว่าลูกจ้างยอมรับการเลิกจ้างแล้ว ไม่มีเหตุที่จะให้รับกลับเข้าทำงานอีก article
ลาพักผ่อนประจำปี นายจ้างไม่อนุมัติหยุดงานไปถือว่าขาดงานละทิ้งหน้าที่ และการลงโทษด้วยการตัดคะแนนตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเลิกจ้าง ถือเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม article
การโอนย้ายพนักงานไปทำงานกับนายจ้างใหม่ บังคับตาม ปพพ. มาตรา 577 แตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงนายจ้างใหม่ ซึ่งบังคับตาม พรบ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 13 เมื่อลูกจ้างยินยอมโอนย้ายไป ถือว่าตกลงยินยอมปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือสภาพการจ้างของนา article
ค่าพาหนะเหมาจ่ายรายเดือน แต่ให้เฉพาะตำแหน่งหากมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหรือลักษณะงานที่ไม่ต้องใช้พาหนะ มีสิทธิ์ยกเลิกเงินได้ ถือเป็นเงินเพิ่มเป็นครั้งคราวตามลักษณะงาน ไม่ถือเป็นค่าจ้าง article
ปรับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่ง ตามความเหมาะสมไม่ถือเป็นการละเมิดสัญญาจ้าง article
ตกลงรับสภาพหนี้ ชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้าง นายจ้างสามารถหักชำระค่าเสียหายจากเงินประกันได้ และไม่มีข้อความว่าเมื่อตกลงชำระหนี้แล้วจะไม่เลิกจ้างภายหลัง นายจ้างจึงสามารถเลิกจ้างได้ article
สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เพื่อความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้าง มีอายุความ 10 ปี article
ขัดคำสั่งไม่เข้าสอบสวน มิใช่ความผิด กรณีร้ายแรงและค่าชดเชยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี article
ข้อยกเว้นกิจการเรือเดินทะเลที่ต้องปฏิบัติตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน ฯ article
แม้มิได้อ้างเหตุผลในการเลิกจ้างไว้ แต่จำเลยสามารถอ้างเหตุผลในการเลิกจ้างในคำให้การ เพื่อต่อสู้คดีในประเด็นค่าเสียหายหรือค่าชดเชยพิเศษได้ การอ้างเหตุตามมาตรา 17 วรรค 3 เป็นข้อยกเว้นเฉพาะเหตุที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยตาม มาตรา 118 เท่านั้น article
คดีแรงงานเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษ ต่างจากคดีแพ่งทั่วไป คำให้การจำเลยจะยื่นเป็นหนังสือจะไม่ให้การก็ได้ article
ศาลฎีกาให้ย้อนสำนวน อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้ว เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย article
สัญญาค้ำประกันการทำงาน ระบุตำแหน่งที่ค้ำประกันไว้ ภายหลังเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งใหม่ ผู้ค้ำประกันไม่ต้องร่วมรับผิด จากการกระทำผิดของลูกจ้างในตำแหน่งงานใหม่ article
ค่าเที่ยวที่ได้จากการทำงานในเวลาทำงานปกติถือเป็นค่าจ้าง กรณีมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่า ค่าเที่ยวไม่ถือเป็นค่าจ้างหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าจงใจหรือเจตนาไม่จ่ายค่าจ้าง article
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งมีผลบังคับใช้กับพนักงานทุกคน มีผลบังคับใช้กับพนักงานที่เข้ามาทำงานภายหลัง ทำข้อตกลงนั้นด้วย พนักงานที่เข้าหลังทำข้อตกลงได้รับสิทธิและประโยชน์ตามข้อตกลงนั้นด้วย article
ใช้เวลางาน อุปกรณ์เครื่องมือ และพนักงานทำธุรกิจส่วนตัว ถือเป็นการเบียดบังเวลาและทรัพย์สินของนายจ้าง เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่
สัญญาฝึกอบรมกำหนดให้ลูกจ้างทำงานทดแทนเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี ถือเป็นข้อตกลงที่ใช้บังคับได้ article
ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถือเป็นทายาทตาม พระราชบัญญัติประกันสังคม ไม่มีสิทธิ์รับเงินบำเหน็จชราภาพ article
ทำบันทึกสละสิทธิ์ ผลประโยชน์หรือเงินอื่นใด คือเป็นการประนีประนอมยอมความกันแล้ว สิทธิ์เรียกร้องเป็นอันระงับไป article
เปลี่ยนแปลงเวลาการทำงานให้ทำงานเพิ่มขึ้น แต่รวมแล้วไม่เกินจำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง article
บอกกล่าวล่วงหน้าในที่ประชุม วันที่ 1 ต.ค. เพื่อแจ้งปิดกิจการในวันที่ 21 ต.ค. ถือว่านายจ้างได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายแล้ว article
นายจ้างกำหนดวันหยุดอื่นแทนวันหยุดตามประเพณีไม่ได้ เมื่อลูกจ้างมาทำงานในวันหยุดตามประเพณี นายจ้างต้องจ่ายค่าแรงและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้ลูกจ้าง article
ประกาศขายทอดตลาด แจ้งวันนัดให้จำเลยทราบด้วยวิธีการปิดหมาย ถือว่าส่งหมายโดยชอบ article
ไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน และปรับค่าจ้างให้ตามสิทธิ ถือว่าโต้แย้งสิทธิแล้วฟ้องศาลได้ article
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีอยู่เดิม และไม่ได้ตกลงกันให้คงไว้ตามเดิม มีผลใช้บังคับกับสภาพการจ้างที่มีอยู่เดิม article
เลิกจ้างเพราะเหตุเบิกความเท็จ article
การพิจารณาว่าเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุสมควรเลิกจ้างหรือไม่ ไม่จำต้องพิจารณาว่าการสอบสวนชอบหรือไม่ article
เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต้องฟ้องภายใน 30 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง (วันที่ลงชื่อรับเอกสารทางไปรษณีย์ พนักงานรับแทนถือว่ารับโดยชอบ) article
ประกาศเลิกจ้างจ่ายค่าชดเชยจากฐานค่าจ้างก่อนปรับลดค่าจ้าง ภายหลังยกเลิกประกาศและให้จ่ายค่าชดเชยจากฐานค่าจ้างใหม่ที่ปรับลดไม่ได้ article
ผละงานละทิ้งหน้าที่ไป ครึ่งวัน เพื่อไปร้องพนักงานตรวจแรงงาน เลิกจ้างได้ ถือว่าเลิกจ้างเป็นธรรม article
เปลี่ยนตัวนายจ้าง สั่งให้โอนย้ายไปทำงานบริษัทฯในเครือ พนักงานไม่ยอมไปจึงเลิกจ้างถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม article
ทำบันทึกการเจรจา หลังถูกเลิกจ้าง ระบุว่า “หากนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าครบถ้วนแล้ว ลูกจ้างตกลงว่า article
ฝ่าฝืนคำสั่งกรณีไม่ร้ายแรง จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย article
กิจการมิได้แสวงหาผลกำไร ยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแต่ไม่ได้ยกเว้นเรื่องค่าเสียหาย article
มีเหตุต้องย้ายสถานประกอบการ แต่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างใช้สิทธิเลือกว่าจะย้ายตามหรือไม่กลับมีคำสั่งเลิกจ้างแทนโดยว่าจ้างบริษัทรับเหมาค่าแรงรับช่วงต่อหาคนงานใหม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม article
ให้ข้อมูลทางธุรกิจกับบริษัทฯ คู่แข่งทางการค้า ถือว่าผิดร้ายแรง article
ทำสัญญาจ้างภายหลัง และตกลงเหมาจ่ายค่าล่วงเวลา อัตราไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด article
ลาออกล่วงหน้า อนุมัติเรียบร้อยแล้ว ก่อนถึงวันลาออกมีผล นายจ้างเลิกจ้างก่อนถือว่าเป็นเพียงการแสดงเจตนาให้การลาออกมีผลก่อนกำหนด กรณีถือว่าเป็นการลาออกมิใช่การเลิกจ้าง article
ค่านายหน้าจากการยึดรถคิดอัตราคันละ 10,000 บาท ถือเป็นค่าจ้าง ผิดนัดต้องเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และคดีแรงงานมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลแรงงานไม่จำต้องถือตามข้อเท็จจริงในคดีอาญา article
ปรับลูกจ้างรายวันเป็นรายเดือน เมื่อมิได้ตกลงปรับค่าจ้างและมิได้กำหนดหลักเกณฑ์การปรับ นายจ้างใช้ค่าจ้างรายวัน x ด้วย 26 วัน จึงชอบด้วยกฎหมาย article
แม้นายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ยังสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ article
เลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างการทำ งาน ลดจำนวนพนักงาน เพื่อให้ได้ผลกำไรเพิ่มขึ้นมิใช่เหตุขาดทุน เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม article
ค่าเที่ยว จ่ายแน่นอนคำนวณตามระยะทางโดยมิได้ระบุว่าเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ถือเป็นค่าจ้าง article
เลิกจ้างต้องระบุเหตุเลิกจ้างตามมาตรา 119 และแจ้งให้ลูกจ้างรับทราบ ณ ขณะเลิกจ้างหากไม่ระบุจะยกขึ้นกล่าวอ้างภายหลังไม่ได้ article
ศาลแรงงานมีคำสั่งหรือพิพากษาเกินคำขอได้ หากเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ
ไม่ให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการ เป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม article
ค่าครองชีพถือเป็นค่าจ้าง ต้องนำมารวมคำนวณกับเงินเดือน เพื่อคำนวณค่าทำงานล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด article
เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์วิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทน ค่าทำงานล่วงเวลา ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง นายจ้างทำได้ article
เบี้ยเลี้ยงจ่ายทุกวันตามวันที่มาทำงานถือเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 5 ต้องนำมาคำนวณในการหักประกันสังคม article
นายจ้างตกลงรับผิดชอบค่าภาษีให้แก่ลูกจ้างภายหลังออกจากงาน จะฟ้องเรียกเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากลูกจ้างไม่ได้ article
ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากลูกจ้างเกี่ยวกับมูลละเมิดภายหลังฟ้องลูกจ้างต่อศาลแรงงานให้รับผิดตามสัญญาจ้าง ไม่ใช่การฟ้องซ้ำ article
เกษียณอายุระบุจ่ายเงินชดเชยพิเศษเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับ / โดยมิได้ระบุว่า “ค่าจ้าง” จึงหมายถึงเฉพาะเงินเดือนไม่รวมเงินได้อย่างอื่น article
ขออนุญาตยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ศาลมีอำนาจสั่งรับฟ้องหรือไม่รับได้เป็นดุลพินิจของศาล article
"ค่าเที่ยว" จ่ายตามระยะทางแน่นอน ถือเป็นค่าจ้างพนักงานมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงาน สำหรับเวลาที่ทำงานเกินโดย คำนวณจากค่าเที่ยวบวกเงินเดือน article
รับเงินเกินสิทธิ์ ลูกจ้างรับเงินกองทุนจากการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยกองทุนมิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งเมื่อกองทุนจ่ายเงินให้สรรพากรแทนกองทุนจึงมีสิทธิ์ฟ้องเรียกคืนจากลูกจ้างได้ article
นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง article
พรบ.ประกันสังคม ม.56) ขอรับเงินประโยชน์ทดแทน กรณีชราภาพเกิน 1 ปี นับแต่วันมีสิทธิ์ได้ article
ถีบประตูโรงงานมิใช่ความผิดร้ายแรง ไม่ถือเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เป็นเพียงกระทำการอันไม่เหมาะสม เลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย article
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เกี่ยวกับโบนัส มีผลใช้บังคับกับพนักงานที่เข้างานในภายหลังได้และตกลงจ่ายโบนัสโดยไม่มีเงื่อนไข นายจ้างจึงต้องรับผิดชอบจ่ายโบนัสตามข้อตกลง article
ขัดคำสั่ง / ประกาศเกี่ยวกับการบันทึกการทำงาน พนักงานรับทราบแต่ไม่ปฏิบัติตามถือว่าจงใจขัดคำสั่ง เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า article
ลาออกเองโดยสมัครใจมิใช่บังคับข่มขู่ ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง article
ขาดงานละทิ้งหน้าที่ มิใช่เพราะเหตุเปลี่ยนแปลงโยกย้ายหน้าที่ไม่มาปฏิบัติงานโดยไม่มีเหตุอันสมควรเลิกจ้างได้ article
ทุจริตต่อหน้าที่ , เลิกจ้างแล้ว , มาทำงานต่อไม่มีสิทธิได้ค่าจ้าง article
อุทธรณ์ข้อเท็จจริง การลงโทษลดขึ้นเงินเดือน article
เลิกจ้างตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน ม.118 ต้องเป็นกรณีนายจ้างไม่ให้เข้าทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างโดยเด็ดขาดการห้ามมิให้เข้าโรงงานแต่ให้นั่งรอยังไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง article
การคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า article
นายจ้างจ่ายเงินเดือนขาด หักค่าจ้างของพนักงานคนอื่นมาเป็นของตนเองโดยพลการ ถือเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้เสร็จลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต article
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับกับพนักงานทุกคนตามพรบ.แรงงานสัมพันธ์ ม.19 เมื่อสหภาพแรงงานมีสมาชิกเกินกว่าสองในสามของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด article
เงินค่าชดเชยและเงินรีไทม์เมนต์ เนื่องจากเกษียณอายุ article
เงินบำเหน็จชราภาพ ทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ตามพรบ.ประกันสังคม ม.77 จัตวา article
กรรมการลูกจ้าง ไม่ยินยอมปรับเปลี่ยนค่าจ้างจากรายชั่วโมงเป็นรายเดือน ถือว่าขัดคำสั่ง/นโยบาย มีเหตุเลิกจ้างได้ article
ลูกจ้างร้านเสริมสวย article
กระทำความผิดซ้ำคำเตือน article
เปลี่ยนแปลงผู้รับผลประโยชน์กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ - บุตรนอกกฎหมายมีสิทธิรับผลประโยชน์กองทุนฯ article
ฟ้องเพิกถอนคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ กรส ต้องเป็นกรณีคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย article
ทำงานไม่ครบ 12 เดือน ใช้สิทธิประกันตนตามมาตรา 39 ไม่ได้ /ประกันสังคมรับเงินตามมาตรา 39ไว้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย article
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระบุเวลาพักย่อยแต่ไม่ระบุสถานที่นั่งพัก นายจ้างสามารถกำหนดสถานที่พักได้ตามความเหมาะสม article
ปิดกิจการมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานบริษัทในเครือลูกจ้างมีสิทธิไม่ไปได้ article
อุทธรณ์ข้อเท็จจริง + รับเหมาขนขยะรู้เห็นเป็นใจจงใจหรือประมาทหรือไม่ article
อุทธรณ์ข้อเท็จจริง + แก้ไขรายการซื้อสินค้า article
สัญญาส่งฝึกอบรม เมื่ออบรมเสร็จกลับมาทำงานทดแทนภายในกำหนด หากไม่ครบกำหนด เรียกค่าเสียหาย + เบี้ยปรับได้ แต่ค่าเสียหายบังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและสมควรแก่กรณี article
สัญญาค้ำประกันการทำงาน มีผลบังคับใช้ได้หากเป็นเงื่อนไขทั่วไปตามสัญญาค้ำประกัน ไม่มีข้อตกลงที่ให้ผู้ค้ำต้องรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติเป็นสัญญาที่เป็นธรรม article
พนักงานลากิจแต่นายจ้างยังไม่อนุมัติตามระเบียบ พนักงานหยุดงานไปถือว่าขาดงานละทิ้งหน้าที่ article
ศาลฟังข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน ย้อนสำนวนให้ศาลฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม article
ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ จำเลย อุทธรณ์ไม่ได้ article
เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างส่วนเงินสมทบ มิใช่เงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ตกลงกันได้มีผลบังคับใช้ article
เงื่อนไขสัญญาจ้างเกี่ยวกับค่าน้ำมันรถ article
การนำส่งเงินเข้าบัญชีบริษัท ฯ ล่าช้า ยังถือไม่ได้ว่ามีเจตนาทุจริต เบียดบัง ยักยอกเงิน ศาลพิพากษาเกินคำขอโดยอาศัยอำนาจมาตรา 52 ย่อมทำได้ตามกฎหมาย article
ข้อตกลงหลังมีคำพิพากษา หากผิดนัดตามข้อตกลง โจทก์สามารถบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิมได้ article
ใช้ทรัพย์สินบริษัท ฯ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เคยว่ากล่าวในที่ประชุมยังกระทำผิดอีก ถือว่าละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งนายจ้างเป็นอาจิณเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เลิกจ้างเป็นธรรม article
ลาออกเอง อ้างถูกข่มขู่จะแจ้งความดำเนินคดีจึงยอมไม่ได้
พบทรัพย์สินบริษัทในล๊อกเกอร์ เลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างฯ
วางเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ สำนักงานคุ้มครองแรงงานให้พนักงานมารับ ถือว่าคำสั่งถึงที่สุด ฟ้องเพิกถอนไม่ได้ article
อุทธรณ์และวางเงินชำระหนี้ คดียังไม่ยุติ ยังต้องรับผิดเรื่องดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ + คดีถึงที่สุด article
ถูกไล่ออกจากการเป็นพนักงาน ไม่มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(เงินสมทบ พร้อมผลประโยชน์) article
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูไม่มีผลย้อนหลัง article
เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ สิทธิรับบริการทางการแพทย์เพราะเกิดอุบัติเหตุ (ฉุกเฉินโรงพยาบาลแรกเบิกได้ ย้ายใหม่ต้องเข้าโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม ไปที่อื่นเบิกไม่ได้) article
แปลงสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็น 2 บริษัท ฯ ทั้งสองบริษัท ฯ ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความในคดีได้ article
รับประทานอาหารในพื้นที่ต้องห้าม เลิกจ้างเป็นธรรมจ่ายค่าชดเชย article
มีสวัสดิการกองทุนสหภาพ ฯ บังคับให้กรรมการสหภาพจ่ายเงินกองทุนสหภาพได้ article
โครงการออกก่อนกำหนด “โครงการทางเลือกใหม่” กำหนดเงื่อนไขไว้ไม่ขัดต่อกฎหมายใช้บังคับได้ article
ทุจริตต่อหน้าที่ , เลิกจ้าง , กลับมาทำงานไม่มีสิทธิได้ค่าจ้าง article
อนุมัติสินเชื่อภายในวงเงิน แม้ภายหลังเป็นหนี้เสียไม่ถือว่ากระทำผิดต่อโจทก์ article
ลาป่วยบ่อย ขัดคำสั่ง หลับประจำ article
กำหนดค่าเสียหายผิดพลาดต้องแก้ไขใหม่ตามจริง article
กระทำความผิดซ้ำคำเตือน นายจ้างมีหนังสือแจ้งให้ทราบว่ากระทำความผิดซ้ำคำเตือนจะลงโทษตามข้อบังคับ ต่อมาเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวได้ article
โยกย้ายไม่ไป เตือนแล้วไม่ไปอีก เลิกจ้างได้ถือว่าขาดงานละทิ้งหน้าที่ article
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตกลงจ่ายค่าชดเชยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดบังคับใช้ได้ article
ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างภายใน 10 ปี นับจากวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ article
มีอำนาจลงลายมือชื่อในเช็ค ไม่ตรวจสอบการเขียนรายละเอียดในเช็ค รู้เห็นเป็นใจและเป็นเหตุให้มีการทุจริต เป็นกระทำความผิดร้ายแรง article
กระทำความผิดให้เลือกจะเลิกจ้างหรือลาออกเองได้ article
ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง สามแสนบาทแรกได้รับยกเว้นภาษี / ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย article
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กำหนดมาตรฐานลงโทษไว้ ขาดงาน 1 วัน ไม่ถึงขั้นเลิกจ้าง article
ขาดงานละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงาน มีใบรับรองแพทย์ ถือว่ามีเหตุอันสมควร article
ตกลงจ่ายค่าชดเชย และลาออกเอง ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชย article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

บริษัท กฎหมายปาระมี จำกัด

เลขที่ 511/4 ถนนประชาอุทิศ 117/1 แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร (10140)

โทร/Tel : 02 - 8159522, แฟกซ์/Fax : 02 - 8159523, มือถือ/Mobile : 081 - 7936156

อีเมล/E-mail : sawai.prm@gmail.com, เว็บไซต์/Web : www.parameelaw.com